"ผู้ว่าฯสมุทรสาคร" ลั่น หลังชนฝา ไม่ร่วมกันสู้ก็ไม่รอด หลังพบป่วยใหม่ 725 ราย


18 ก.ค. 2564, 13:29

"ผู้ว่าฯสมุทรสาคร" ลั่น หลังชนฝา ไม่ร่วมกันสู้ก็ไม่รอด หลังพบป่วยใหม่ 725 ราย



วันที่ 18 ก.ค. สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด 19 ในจังหวัดสมุทรสาคร พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 1 เดือนแล้ว ซึ่งจากการรายงานข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2564 เวลา 24.00 น. โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวมจำนวนทั้งสิ้น 725 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อจากค้นหาเชิงรุก 224 ราย ผู้ติดเชื้อที่มาจากการเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลรวม 453 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนที่อยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร 354 ราย ที่เหลือเป็นคนนอกจังหวัดอีก 99 ราย



ส่วนผู้ติดเชื้อในกลุ่ม Bubble & Sealed พบในเรือนจำจังหวัดสมุทรสาครเพิ่ม 48 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดรวม 34,789 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 25,847 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 8,854 ราย แล ผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 78 ราย เพิ่มสูงจากเมื่อวานนี้ วันเดียวถึง 9 ราย นับเป็นยอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อด้วยโรคโควิด-19 สูงที่สุดที่เคยมี ขณะที่โรงพยาบาลสนามทั้ง 7 แห่ง ขณะนี้เหลือเตียงว่างรวมกันที่ 71 เตียง จากทั้งหมด 2,791 เตียง

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า สำหรับมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมามีกระแสเสียงบอกว่าไม่กลัวที่จะกักตัว แต่กลัวที่จะอดตายมากกว่า เพราะทำมาหากินไม่ได้เลย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำอะไรให้ถูกใจคนทุกคนได้ โดยในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครนั้น ก่อนหน้านี้เคยเห็นว่า น่าจะดำเนินการอะไรที่มีมาตรการเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ทางคณะกรรมการโรคติดต่อเห็นว่าควรที่จะใช้มาตรการเท่าที่เป็นอยู่ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน หรือให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด แต่มาวันนี้เมื่อยอดผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลงมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้รัฐบาลประกาศเพิ่มระดับมาตรการล็อกดาวน์ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

 


ผวจ. สมุทรสาคร กล่าวต่อว่า แน่นอนว่า ต้องมีเสียงสะท้อนกลับมา เช่น อะไรที่เป็นต้นเหตุก็ให้ไปดำเนินการที่นั่นเลย ถ้าโรงงานเป็นต้นเหตุก็ต้องสั่งปิดโรงงาน แต่ถ้าปิดแล้วจะเอาคนเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน เพราะหากปล่อยไว้เฉยๆ ก็จะกลายเป็นผึ้งแตกรัง ดังนั้นจึงจะต้องมีมาตรการที่ควบคุมคนให้อยู่แต่ในโรงงานได้ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วการแก้ไขปัญหาทุกอย่างต้องมีแนวทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ซึ่งวันนี้สิ่งที่ "น่ากังวลมากที่สุด" คือ การพยายามร่วมกันหยุดยั้งตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวันให้ได้ และสิ่งที่ "น่ากลัวมากที่สุด" คือมาตรการป้องกันส่วนบุคคลที่ต้องเข้มแข็งและจริงจัง รวมถึงการเอาจริงกับเรื่องของการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเข้มงวดควบคุมอย่างจริงจัง

"เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เอาหลังชนฝา ต้องร่วมกันสู้ถึงจะอยู่รอด แต่ถ้าไม่ร่วมกันสู้ก็ไม่รอดอย่างแน่นอน เราต้องหาทางเอาตัวให้หลุดพ้นจากสถานการณ์อันตรายออกมาให้ได้ จึงจะนำมาสู่ชัยชนะร่วมกัน ส่วนเรื่องความร่วมมือของภาคธุรกิจขณะนี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีการแตกแถวบ้างเล็กน้อย ส่วนผลกระทบจากการล็อกดาวน์นั้น เคยมีการวิเคราะห์กัน แต่ยังไม่เคยประเมินตัวเลขที่ชัดเจน แต่ที่เห็นได้อย่างแน่นอนคือ ถ้ายังคงสถานการณ์แบบนี้ต่อไป ผลกระทบก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ"










©2018 Jaarai. All rights reserved.